ท่าน พล.ต. จำลอง  ศรีเมือง  ถูกจับ เวลา 08.20 น. และได้ฝากจดหมายให้คุณอัญชลี ไพรีรัตน์ อ่านจดหมายเวลา 09.00 น.  ซึ่งก็เป็นช่วงที่ลัคนาสถิตอยู่ราศี ตุลย์ จันทร์เสวยฤกษ์ที่ 14 สวาติ เทวี

ถ้าจะมองจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาว่ารุนแรงไหม ?

    ดูจากดาว เสาร์ (๗) หมายถึง โคจรมาอยู่ในราศีสิงห์  อยู่ในเรือนปุตตะ  นั้นหมายถึง ประชาชน กำลังมีพลังกดดันผู้นำในบ้านเมืองอย่างหนัก ดาวอาทิตย์ (๑) ดาวผู้นำ โคจรไปอยู่ในเรือนอริ ของดวงเมือง องศาถึงกันทั้งสองดวง 

     เกตุ(๙) โคจรมาอยู่ในราศีกรกฎ ทับดาวจันทร์(๒) ดาวเดิมของดวงเมือง  และราหู(๘) มีกำลังเข้มแข็งเล็งโคจรในราศีมังกร บ่งถึงความกดดันรอบด้าน ต้องใช้ชั้นเชิงชิงไหวชิงพริบทางการเมืองอย่างรุนแรง แม้กระทั่งฝ่ายรัฐบาลเองก็มีการแย่งชิงกันอย่างดุเดือด

      ทางฝ่ายรัฐที่ได้เปรียบทุกอย่างใช้อำนาจรัฐ (ตำรวจ และสื่อต่างๆ) จู่โจมอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย(ราหู ๘)  กับอีกฝ่าย.อย่างไม่เป็นธรรม  แต่ฝ่ายพธม.ก็สามารถดตรึงกันอยู่ได้ จนคิดน่าจะประลองกำลังเพื่อเผด็จศึกก็เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ที่จะให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง จึงเริ่มปฏิบัตการจากการจับกุม นายไชยวัตน์ ฯ  เพื่อทดสอบพลังของ พธม. และเป็นการยั่วยุก่อให้เกิดความรุนแรง

       ในขณะที่เดือน ต.ค, มีการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ซึ่งเป็นการวัดใจว่าแกนนำจะกล้าไปลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าหรือไม่ ซึ่งทางฝ่าย พธม. ท่านพล.ต. จำลอง ศรีเมือง ก็คิดไตร่ตรองใคร่ครวญจนตัดสินใจที่จะไปลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ และถูกจับตามความคาดหมาย 

      ช่วงเวลาที่ท่าน พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ถูกจับ และให้อ่านจดหมายเปิดผนึก คือ  เวลา 08.00-09.00 น.

ชื่อของท่าน พล.ต. จำลอง  ถอดได้ (ยศ)  86  3 = 17   (ชื่อ)  61662 = 21 

       ชื่อ จำลอง ได้เลข 61662 = 21  ตามตำราระว่า

                      เลข ๒๑ เลข ๒ ดาวจันทร์ ธาตุน้ำ เลข ๑ ดาวอาทิตย์ ธาตุไฟ ซึ่งเป็นธาตุที่ไม่สามารถกลมกลืนกันได้ เหมือนน้ำกับไฟ ถ้าน้ำมากเกินไปจะทำให้ไฟดับ และถ้าน้ำน้อยก็จะทำให้น้ำถูกไฟทำให้ระเหยกลายเป็นไอ   เลข ๒ ดาวจันทร์ ธาตุน้ำ เพศหญิง เลข ๑ ดาวอาทิตย์ ธาตุไฟ เพศชาย เปรียบเหมือนคู่สามีภรรยา 
                     เลข ๒๑ เลข ๒ ดาวจันทร์ นำหน้าเลข ๑ ดาวอาทิตย์  ส่งเสริมให้ดาวจันทร์เลข ๒ มีพลัง เป็นคนมีเสน่ห์ เข้าวงสังคมมักจะเป็นคนเด่น มีคนยกย่องให้เกียรติ เป็นคนมีสองลักษณะในตัวเองภายนอกมักจะแสดงเป็นคนอ่อนแอ แต่สภาพภายในเป็นคนกล้าแข็ง ยากที่คนอื่นจะอ่านใจได้ อากัปกิริยาที่แสดงออกมักจะอำพรางสิ่งที่แท้จริงไว้
                     บุคคลเลข ๒๑ เป็นคนที่มีทั้งความนิ่มนวล อ่อนไหวได้ง่าย เพราะอิทธิพลดาวจันทร์ เลข ๒ แต่ในขณะเดียวกัน ก็แฝงไปด้วยความหยิ่ง ถือตัวเอาแต่ใจตัวเองตามอิทธิพลของเลข ๑ ดาวอาทิตย์ 
                     บุคคลเลข ๒๑ มักจะแสดงตัวต่อคนทั่วไปว่าเป็นคนอ่อนแอ สามารถเข้ากับใครก็ได้ แต่เบื้องหลังเป็นคนเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจชนิดที่คนอื่นคาดไม่ถึง  

                     จุดอ่อนแอของบุคคลเลข ๒๑ ที่ต้องระวัง คือ เลข ๒๑ บวกกันได้เลข ๓ ดาวอังคาร ชีวิตต้องระวังจุดแตกหักกลางคัน ทำให้เกิดมุมหักเหได้ง่าย มักจะมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้เปลี่ยนรูปแบบเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางตรงกันข้าม ต้องระวังเรื่องอนาคต บ่งถึงความไม่แน่นอน

                     แต่เมื่อดูส่วนประกอบของชื่อ จำลอง 61662  มีเลข ๖ ถึงสามดวง เป็นคู่มิตรกับเลข 3(ดาวอังคาร) เป็นคู่สมพลกับเลข ๑ (ดาวอาทิตย์)  จึงทำให้ดาวศุกร์ (๖) มีอิทธิพลมากที่สุดที่จะส่งผลให้เป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่รักของคนทั่วไป มีจิตเมตตา แสดงความอ่อนน้อมถอมตน แต่หนักแน่นมั่นคง  กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีสติปัญญาฉลาด มีไหวพริบ มีความลุ่มลึกในความคิด 

                     และเมื่อเอายศ เข้ามารวมด้วย จะได้เลข 17+21 = 38  ตามตำราระบุว่า

                  อยู่ในอำนาจของความลุ่มหลง และโมหะจริตเข้าครอบงำ ชอบใช้อำนาจ มักพบกับความเปลี่ยนแปลงผันผวนในชีวิตอย่างรุนแรง เป็นคนชอบคลุกคลีกับนักเลง ตำรวจ อันธพาล ต้องระวังเรื่องวิญญาณ เรื่องทรงเจ้าเข้าผี จะหลงและงมงายอย่างรุนแรงจนถอนตัวไม่ขึ้น

                   พฤติกรรม ความลุ่มหลง ของท่านไปในทางธรรมะก็เคร่งครัดเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิมาเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ถือศิลแปด กินมือเดี่ยว ทำให้เป็นบุคลิกของดาวพฤหัสบดี (๕) ชัดเจน ทำให้ส่วนดีของราหู(๘) ดีในด้านมวลชน   แม้ว่าจะตกภายใต้อิทธิพลเลข 38 ก็ตาม  มักจะโดนอำนาจที่เหนือกว่ากระทำอยู่บ่อยๆ แต่ก็เป็นนักต่อสู้ เพื่อสังคมอย่างจริงจัง ไม่กลัวอำนาจมืด ไม่กลัวอำนาจที่ไม่เป็นธรรม กล้าที่จะเผชิญหน้ากับคนไม่ดีที่ทำลายสังคม

                     ตามสกุล "ศรีเมือง" ถอดได้เลข 74725762 บวกกันได้เลข 40 ตามตำราระบุว่า

                    มักจะเพ้อฝันถึงสิ่งแปลกๆ ชอบสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนฝูง ให้กับวงสังคมอยู่เสมอ มักจะเชื่อคนง่าย เป็นคนไม่ค่อยจะอยู่ติดที่ ชอบเดินทางไปเรื่อยๆ ชอบเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ เป็นคนชอบคิดชอบค้นสิ่งแปลกๆใหม่ๆให้คนสนใจอยู่เรื่อย

                    อิทธิพลของนามสกุล มีเลข 7 ดาวเสาร์ สามดวง ย่อมมีอิทธิพลหมายถึง ความอยากลำบาก ตรากตรำทำงานหนัก เหน็ดเหนื่อย มีภาระหนักใหญ่หลวง มีความอดทน เป็นบุคลิกที่ทำให้ท่านจนทรัพย์ แต่รวยน้ำใจอย่างใหญ่หลวง  เลข 40 ทำให้ท่านต้องเปลี่ยนเปลี่ยนชีวิต ที่อยู่อาศัย มีการเดินทางตลอด

                   ผลรวม ยศ+ชื่อ+นามสกุล  17+21+40 = 78  ตามตำราระบุว่า

                  บ่งถึงความระส่ำระสายของชีวิต ทำให้เกิดความอลเวง ชีวิตจะต้องวุ่นวาย ประสบแต่เรื่องร้ายๆ เป็นคนอ่อนแอ ปล่อยให้คนอื่นชักจูงได้ง่าย ต้องระวังอุบัติเหตุและคดีความไว้ให้มาก อย่าใจอ่อนเชื่อใจคนง่าย จะประสบความหายนะ หมายถึง ใครมาให้เซ็นอะไรมักจะเสียเปรียบตลอด

                  ชื่วิตของท่านพล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดนอำนาจที่เหนือกว่าคุกคาม โดนคดีความ ติดคุก ในด้านดีของเลข 78 จะมีมิตรสหายมาก ใจอ่อนโยน ไม่ใช่อ่อนแอ มีความอดทน ต่อความยากลำบากทุกอย่าง เด็ดเดี่ยว  เพราะมีธรรมนำหน้าในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจังเคร่งครัด

                  นายไชยวัฒน์ ฯ ผู้ปฏิบัติธรรม เหมือนท่านพล.ตรี. จำลองฯ  เป็นสัญญลักษณ์ ของดาวพฤหัสบดี (๕)  ฉะนั้นเมื่อถูกจับ เหมือนกับดาวพฤหัสบดี (๕) โคจรมาทับดาวเสาร์(๗) และพฤหับดี (๕) เดิม บ่งถึงการกระตุ้นต่อมจิตสำนึกคุณธรรมของผู้ใหญ่ นักวิชาการ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองให้เกิดการตื่นขึ้นมาเพื่อการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่อไปนี้ ภายใน 3 วัน หรือ 7 วัน คงไม่เกิน 15 วันเป็นแน่แท้

                  เวลาที่ท่านถูกจับและเปิดผนึกจดหมาย  ลัคนาฤกษ์ อยู่ในราศีตุลย์  มีดาวอังคาร(๓) ดาวศุกร์ (๖) มีกำลังเข้มแข็ง เป็นดาวคู่มิตร สถิตร่วมกัน มีเกตุ (๙) ทับจันทร์(๒) ราหู (๘) และดาวเนปจูน(น) ทำมุมกากบาทกับดวงเมืองและดวงฤกษ์ บ่งถึง การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน การประชัน การชุมนุม การประชุม ทั้งประชาชน และตัวแทนประชาชน (รัฐสภา) ฉะนั้นในวันที่ 7 ต.ค. 51 จะมีการประชุมรัฐสภา แถลงนโยบาย เพื่อการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นจุดที่จะมีการชุนนุมคัดค้านเกิดขึ้นใหญ่ ซึ่งก็จะมีผู้เข้าร่วมคัดค้านกันอย่างมากมาย     

                 ฉะนั้น ในช่วงของวันที่  6 ต.ค. 51 จะมีการขยายพื้นที่การชุมนุมไปถึงรัฐภา และเริ่มประมาณ  19.30น.เป็นต้นไป ซึ่งลัคนาฤกษ์ อยู่ในราศีเมษ  เสวยฤกษ์ที่ 27  ประกอบด้วย อัศวินี ทลิทโท เป็นฤกษ์ผู้ขอ มีดาวความสำเร็จ ดาวพฤหัสบดี(๕) ร่วมดาวพลูโต(พ) ตรีโกณ อยู่ในภาพศุภะ มีกำลังเข้มเข็งสนับสนุน  โดยมีผู้รู้ นักปราชญ์ นักวิชาการ ผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม เห็นชอบสนับสนุนต่อการกระทำดังกล่าว  จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง  ตั้งแต่วันที่ 8-13 ต.ค. 51 ถ้า ฯพณฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์  ไม่สามารถบริหารราชการ เนื่องจากไม่สามารถแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ ทำให้เกิดศูนยากาศทางการเมืองทันที  ซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้เป็นจริง   ก็อาจจะเป็นไปด้ที่ทวยประชาราษฏร์จำเป็นต้องพึ่งในหลวงพ่อหลวงของคนไทยให้ช่วยแก้ไขคลี่คลายในศูนยากาศการเมืองครั้งนี้

                   ดูเหมือนจะรุนแรง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยพลังของการใช้ธรรมนำหน้า โน้มนำให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวธิราช ตลอดบุรพกษัตริย์ไทย พระบารมีในหลวงองค์ปัจจุบัน  ได้คุ้มครอง   เพราะฟ้ามีตา ประชาร่วมใจ ใช้ธรรมนำหน้า

 

 

             edit @ 6 Oct 2008 16:36:31 by บ้านรักษ์สุข

edit @ 6 Oct 2008 16:58:29 by บ้านรักษ์สุข

edit @ 6 Oct 2008 18:19:39 by บ้านรักษ์สุข

edit @ 6 Oct 2008 18:21:13 by บ้านรักษ์สุข

edit @ 6 Oct 2008 23:57:49 by บ้านรักษ์สุข

Benefits of Coconut Oil

posted on 01 Oct 2008 20:50 by banraksuk  in Healing, Health

 

Benefits of Coconut Oil 


Coconut oil is a fat consisting of about 90% saturated fat. The oil contains predominantly medium chain triglycerides, with roughly 92% saturated fatty acids, 6% monounsaturated fatty acids, and 2% polyunsaturated fatty acids. Of the saturated fatty acids, coconut oil is primarily 44.6% lauric acid, 16.8% myristic acid and 8.2% palmitic acid, although it contains seven different saturated fatty acids in total. Its only monounsaturated fatty acid is oleic acid while its only polyunsaturated fatty acid is linoleic acid.

Saturated fats are essential to our health, although they are often blamed for clogging arteries and leading to heart disease. However, an examination of the research and science behind saturated fats suggests that the attacks against saturated fats have been primarily political and economical, and not scientific. Saturated fats comprise about 50% of our cell membranes, and some proportion of saturated fats are found in all fats and oils, whether plant based or animal based.

Coconut oil has received bad publicity due to its saturated fat content, but research has shown that not all saturated fats are alike and coconut oil is unique in its structural make-up. It is not only the highest source of saturated fats (92%) but included in this is the highest source of saturated medium chain triglycerides (62%) of any naturally occurring vegan food source.

Coconut oil is comprised of what are called medium chain fatty acids, or medium chain triglycerides. These two terms are used interchangeably, and we will refer to them as "MCTs." In nature, coconut oil has the largest concentration of these MCTs outside of human breast milk. Vegetable oils, on the other hand, are made up primarily of long chain fatty acids (LCTs). Around 50% of these MCT’s are made up of lauric acid, the most important essential fatty acid in building and maintaining the body’s immune system.

It has been known for a long time in the scientific literature that LCTs tend to produce fat in the body, while MCTs promote what is called thermogenesis. Thermogenesis increases the body's metabolism, producing energy. People in the animal feed business have known this truth for quite some time. If you feed animals vegetable oils, they put on weight and produce more fatty meat. If you feed them coconut oil, they will be very lean.

In addition to the weight-loss advantages of MCTs, other studies have shown that MCTs are powerful agents that can kill bacteria, fungus, and viruses. In a study done at the Institute of Biology of the University of Iceland, MCTs were shown to kill gram-positive cocci. Another study done at the University of Iceland showed that two of the MCTs found in coconut oil, capric acid and lauric acid, killed Candida albicans, a common yeast infection found especially in those who have excessively used antibiotic drugs.

Summary of the Benefits of Coconut Oil
Coconut oil is antiviral, antifungal and antibacterial. It attacks and kills viruses that have a lipid coating, such as herpes, HIV, and the flu. It kills the bacteria that cause pneumonia, sore throats, urinary tract infections, and many more bacterial infections. It kills the fungus/yeast infections that cause candida, ringworm, athlete’s foot, thrush, and more.
Coconut oil acts like a carbohydrate in that it is quickly broken down in the liver and used as quick energy, and is not stored like other fats. It supports thyroid function and increases your metabolism.
Coconut oil has a smoking point of 170°C (350°F), making it ideal for cooking with. Most other oils hydrogenate when heated to this temperature.
Coconut oil improves digestion and absorption of fat-soluble vitamins, minerals, and amino acids. It improves the body’s use of blood glucose and improves insulin secretion and absorption. Risk of diabetes decreases with regular use of coconuts and coconut oil.
Coconut oil helps the body heal and repair faster. It aids and supports immune function, protecting us from a variety of cancers.
Coconut oil is a natural antioxidant. It protects the body from free radical damage and prevents premature aging and degenerative diseases.
Coconut oil softens and moisturizes your skin, and prevents wrinkling and age spots, and is an excellent for after sun care, alleviating sunburn symptoms.
The quality of the coconut oil is of paramount importance, and it should be of organic virgin origin. 
 

 www.elements4health.com/coconut-oil.html 

edit @ 1 Oct 2008 21:12:10 by บ้านรักษ์สุข

Coconut Oil for Health

posted on 01 Oct 2008 19:16 by banraksuk  in Healing, Health

   

Can Coconut Oil Help You Lose Weight?
How Eating Fat Can Help You Slim Down
By Lea Barton, published Feb 18, 2007
Published Content: 138  Total Views: 151,587 

 

It's counterintuitive--eating saturated fat can help you lose weight? And what on earth does a coconut have to do with oil, fats, and being healthy?

Coconut oil received a bad rap in the late 1990s as investigative health reporters documented the damage hydrogenated coconut oil wreaks on the heart and lungs. Movie popcorn slathered in coconut oil flavoring was the main focus for these reporters, who revealed the fact that a large, buttered popcorn at the movies in the late 1990s had as much saturated fat as one, even TWO, large cheeseburgers at a fast food restaurant.

What the reporters failed to note was that coconut oil, in pure form, is a medium-chain fatty acid and is as healthy, if not healthier, than canola oil, safflower oil, olive oil. In other words, it was the hydrogenation of the coconut oil that turned it into a trans fat--a bad fat--and not the fact that it was coconut oil.

Coconut oil contains lauric acid, a compound that has been the focus of research efforts in combating heart disease, high blood pressure, thyroid conditions, and digestive disorders such as Crohn's disease. While coconut oil is no magic bullet, researchers have found that it helps with all of these conditions and--an added bonus--it tastes good, melts easily, and helps the body's metabolism.

This, in turn, means that the body's thyroid receives a slight boost--helping the body to burn calories more efficiently. More calories burned means more fat burned, which leads to weight loss.

Newspaper and magazines at grocery stories have front page stories touting coconut oil's medicinal properties. In addition to helping fight heart disease, hypertension, thyroid disease, and more, coconut oil is antimicrobial-which makes it a wonderful moisturizer that also kills germs.

Coconut oil comes in bottles ranging in size from eight ounces to fifty-four ounces, and with a melting point of seventy-six degrees, it hardens easily to act as spread on toast, or melts quickly to be added to recipes for simple meals such as stir fry, macaroni and cheese, or to replace any fat while cooking.

Coconut Oil for Health
 By Karen Reams, published Jul 06, 2007
Published Content: 276  Total Views: 79,662 

Coconut Oil is one of todays popular health trends. There are many testimonies of people claiming the wonderful healing power of Coconut oil. Coconut oil does taste and and smell great but there is some evidence that it also does have many properties that aid with good health. It is claimed that Coconut Oil can help you lose weight or maintain your already healthy weight, it can reduce risk of heart disease, lower the cholesterol, improve conditions of those suffering with diabetes or chronic fatigue, improve Crohn's, IBS and other digestive disorders, prevent other diseases and routine illness with its powerful antibacterial, antiviral and antifungus agents, increases metabolism and promotes healty thyroid function, boosts the energy and rejuvenates the skin and prevents wrinkles.

So how does Coconut oil work? its hard to imagine that a person consuming a product that is high in saturated fats could be healthy and slim. But researchers have known for a period of time now that the secret to health and weight loss associated with Coconut Oil is related to the length of the fatty acid chains contained in the Coconut Oil. Coconut Oil contains medium chain fatty acids which are different from the common longer chain fatty acids found in other plant-based oils. Instead of storing up the fats as body fats medium chain fatty acids are burned for energy and burn up quickly in the body.

Medium chain fatty acids not only raise the body's metabolism helping with weight loss but they have special health giving properties as well. And one of nature's richest source of medium chain fatty acids is Coconut Oil. People who live in the tropics get much of their fats from coconuts and palm oil which are rich in saturated fats but these traditional cultures do not have the obesity and health problems that we appear to have.

 

http://www.associatedcontent.com/article/147880/can_coconut_oil_help_you_lose_weight.html

รับชมข้อมูลภาษาไทย ได้ที่ Blog ก่อนหน้านี้ และที่  www.siamproud.com

edit @ 1 Oct 2008 21:13:01 by บ้านรักษ์สุข

edit @ 1 Oct 2008 21:29:21 by บ้านรักษ์สุข

 

มองถูกทุกข์คลาย  

มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน
มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา
มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา
จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง
จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี
ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง
หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง
อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา
มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก
มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า
มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา
มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเองฯ  

ให้เขาเถิด

เขาอยากดี เท่าไร ให้เขาเถิด
ไม่ต้องเกิด แข่งดี มีแต่เสีย
ริษยา คือทุรกรรม ทำให้เพลีย
ทั้งลูกเมีย พลอยลำบาก มันมากความ
เขาอยากเด่น เท่าไร ให้เขาเถิด
จะไม่เกิด กรรมกะลี ที่ซ่ำสาม
มุทิตา สาธุกรรม ทำให้งาม
สมานความ รักใคร่ เป็นไมตรี
เขาอยากดัง เท่าไร ให้เขาเถิด
ช่วยชูเชิด ให้ประจักษ์ ด้วยศักดิ์ศรี
ให้ดังก้อง ท้องฟ้า อย่างอสนี
ต่างฝ่ายมี ผลงาม ตามเรื่องตนฯ  

 

http://www.buddhadasa.com/rightstudydham/itibath4.html

edit @ 26 Sep 2008 22:50:26 by บ้านรักษ์สุข

อิทธิบาท ๔

posted on 25 Sep 2008 17:24 by banraksuk  in ThaiDhamma

 

อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม
เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้อง
ทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน 

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้
ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึงการการะทำที่ติดต่อไม่ขาดตอนเป็นระยะยาว
จนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น
วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ
อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

บุคคลเมื่อประกอบด้วย คุณธรรม ๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่
ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ซึ่งโดยตรงทางหมายถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ที่เรียก
ว่า นิพพาน ส่วนเรื่องอื่น นอกนั้นไป ถือว่าเป็น เรื่องพิเศษ และ ไม่มี ขอบขีดจำกัด
เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องนอกเหนือ วิสัยธรรมดา อยู่มาก เช่นเรื่องที่ว่า คนเรา
อาจมีอายุยืน ถึงกัลป์ ด้วยอำนาจแห่งอิทธิบาททั้ง ๔ นี้ ซึ่งข้อนี้มิได้มีความหมาย
ขัดกัน ในข้อที่ว่า อิทธิบาท ๔ นี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้อายุยืนถึงปานนั้นได้หรือไม่ แต่
มีปัญหาอยู่ที่ว่า คนเราจะสามารถ เจริญอิทธบาทให้มากถึงเท่านั้นได้หรือไม่ ต่าง
หาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือว่า หลักเกี่ยวกับอิทธิบาท นี้ คงมีความหมาย ไปตาม
ตัวหนังสือ โดยไม่ต้องมีขอบขีดจำกัดว่าอะไรบ้าง สรุปความสั้นๆว่าวิสัยของใคร
ทำให้เขาเจริญอิทธิบาทได้มากเท่าใด เขาย่อมได้รับผลเต็มกำลังของอิทธิบาทนั้น
แม้ในสิ่งที่บางคน ถือว่าเป็นของเหลือวิสัย โดยเฉพาะเช่น การบรรลุนิพพาน

ในที่บางแห่ง ท่านเติมคำว่า อธิปเตยย เข้าข้างท้ายคำเหล่านี้ เป็น ฉันทาธิปไตย
วิริยาธิปไตย วิมังสาธิปไตย
ไปดังนี้ก็มี แปลว่า ความมีฉันทะเป็นใหญ่ เป็นต้น
ซึ่งที่แท้ ก็ได้แก่ อิทธิบาท อย่างเดียวกัน นั่นเอง แต่ใช้คำว่า ที่มีความหมาย ที่
เห็นได้ชัด ยิ่งขึ้นว่า ในการทำกิจใดๆ ก็ดี ย่อมมีฉันทะ เป็นต้น เหล่านี้เป็นใหญ่
หรือเป็นประธานในความสำเร็จ เป็นการชวนให้สนใจในสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท
นี้ยิ่งขึ้น มีพระพุทธภาษิต ยืนยัน อยู่ในที่ หลายแห่ง ว่า การตรัสรู้ อนุตรสัมมา
สัมโพธิญาณ ของพระองค์เอง สำเร็จได้โดยมี อิทธิบาท๔ นี้ เป็นประธาน แห่ง
การกระทำ ในลำดับนั้นๆ ฉะนั้น จึงถือว่าเป็น อุปกรณ์อันขาดเสียไม่ได้ในความ
สำเร็จทุกชนิด ผู้ปฏิบัติ เพื่อความ ความดับทุกข์ จึงต้องสนใจเป็นพิเศษ แม้การ
ประกอบ ประโยชน์ ในทางโลก ก็ใช้หลักเกณฑ์ อันเดียวกันนี้ได้เป็นอย่างดี โดย
เท่าเทียมกัน แม้ที่สุด แต่ในกรณีที่เป็น การทำชั่ว ทำบาป ก็ยังอาจนำไปใช้ ให้
บรรลุผลได้ตามที่ตนประสงค์ ฉะนั้น ท่านจึงจัดเป็น หลักธรรม ที่สำคัญหมวด
หนึ่ง ในบรรดา โพธิปักขิยธรรม ทั้งหลาย

นี้นับว่า เป็นอุปกรณ์ในฐานะเป็น เครื่องช่วยให้เกิดการปฏิบัติ ดำเนินไปได้ โดย
ปราศจากอุปสรรค ตั้งแต่ต้น จนถึง จุดหมายปลายทาง

http://www.buddhadasa.com/rightstudydham/itibath4.html

 

นิทานเซ็น เล่าโดย ..

ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง ความเชื่อฟัง


 นิทานเรื่องที่สี่ เรียกว่า เรื่อง "ความเชื่อฟัง" ธฺยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียง ในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ ในวงของ พวกนิกายเซ็น พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่น ก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่า ท่านไม่ได้เอา ถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือ ในพระไตรปิฎก มาพูด แต่ว่าคำพูด ทุกคำนั้น มันหลั่งไหล ออกมาจาก ความรู้สึกในใจ ของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจ หรือชอบใจ แห่กันมาฟัง จนทำให้ วัดอื่น ร่อยหรอ คนฟัง เป็นเหตุให้ ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกาย นิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้าง อาจารย์เบ็กกะอี คนนี้อยู่เสมอ วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้ กำลังแสดงธรรม อยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัด องค์นั้น ก็มาทีเดียว หยุดยืน อยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า เฮ้ย! อาจารย์เซ็น หยุด ประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตาม ที่เคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉัน เคารพเชื่อฟังท่านได้ เมื่อภิกษุอวดดี องค์นั้น ร้องท้า ไปตั้งแต่ ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร พระภิกษุนั้น ก็ก้าว พรวดพราด ขึ้นไป ด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคน เข้าไป ยืนหรา อยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้าย ดีกว่า พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็บอกอีกว่า อ๋อ! ถ้าจะพูดให้ถนัด ต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทาง ผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทาย อยู่เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลัง เชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะ ที่ท่านเชื่อฟัง อย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้น ท่านจงนั่งลง ฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง

นิทานอิสปเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร

เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมฺมงฺคลมุตตมํ วาโต

ก็เหมือนกะ สูบลมอัดเบ่งจนพอง ถ้า นิวาโต ก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง

ข้อนี้ ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้ อย่างเดียว นั้นไม่พอ ยังต้องการ ไหวพริบ และ ปฏิภาณ

อีกส่วนหนึ่ง พระองค์นี้ ก็เก่งกาจ ของ นิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์

ที่แทบจะไม่รู้หนังสือ เช่นนี้ ซึ่งพูดอะไร ก็ไม่อาศัยหนังสือ เพราะบางที ก็ไม่รู้หนังสือเลย

แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู พวกฝรั่งก็ยังพูด  ว่า Be wise in time

ฉลาดให้ทันเวลา โดยกระทันทัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญ

เพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น อย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไป จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น

จะควบคุมเด็ก ไม่อยู่เราลองคิดดูซิว่า เด็กๆของเรา มีปฏิภาณเท่าไร เราเองมี ปฏิภาณเท่าไร

มันจะสู้กัน ได้ไหม ลองเทียบไอคิว ในเรื่องนี้ กันดู ซึ่งเกี่ยวกับ ปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์เรา

มีไอคิว ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็กๆ คือ เหนือเด็กห้าเท่าตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน ห้าเท่าตัว

ของที่ควรจะได้รับ หรือว่าใครอยากจะเอา สักกี่เท่า ก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ

จนสามารถ สอนเด็ก ให้เข้าใจ เรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว

นี่คือ ข้อที่จะต้อง อาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลัง ก็คงจะได้พูดกัน ถึงเรื่องนี้บ้าง.

 

สาธุ สาธุ สาธุ   

 

เรื่องเล่าจากปู่เย็น

posted on 25 Sep 2008 16:46 by banraksuk  in ThaiDhamma

 

เรื่องเล่าของปู่เย็น จากรายการ ฅนค้นฅน ปี 2547

 

 

ปู่เย็น วัย 106 ปี ของชายชราคนหนึ่งน่าจะพูดได้ว่า เลยภาวะไม้ใกล้ฝั่งไปแล้วหลายขุม ปู่อยู่ตัวคนเดียว เคยมีเมียแต่ไม่มีลูก เพราะปู่เป็นหมัน ถ้าปู่มีลูกไม่แน่ว่าป่านนี้ลูกๆ ของปู่จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ สำหรับปู่ ยังไงปู่ก็ยังไม่ตายแน่ๆ นอกจากยังไม่ตาย ปู่ยังแข็งแรงใช้ได้ ไม่ว่าร่างกายหรือหัวใจ

ปู่เป็นมุสลิมเมืองเพชร แต่เมียปู่เป็นไทยพุทธแถวประจวบ ทั้งสองครองรักกันยืนยาวโดยไม่มีฝ่ายใดได้ เปลี่ยนรีตเปลี่ยนรอยศาสนา รวมทั้งในชีวิตไม่เคยมีพิธีกรรมออกหน้าออกตาอันใด ใช้หัวใจหรือหัว อะไรบ้างก็ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าอยู่กันมายืนยาวกว่าไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ย่าขี้เกียจอยู่ดูโลก จากปู่ไปก่อน ตอนอายุ 92 ปี ปู่ถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจากโลกนี้ไปไหน แต่ตอนย่าจากไปปู่ร้องไห้ อยู่ 3 เดือน

ชายชราคนหนึ่ง ร้องไห้กับการจากไปของหญิงชราคนหนึ่งนาน 3 เดือน คงไม่ใช่เพราะความขี้แย นับแต่วันที่ย่าจากไป ปู่ก็ออกจากบ้านเช่าราคาเดือนละแปดร้อยบาท ขนทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นในชีวิต มาอยู่บ้านหลังใหม่ ไม่มีเสา ไม่มีหลังคา ยาวราวๆ 2 วา กว้างแค่ 2 ศอก บ้านของปู่เป็นเพียง เรือลำเล็กๆ ลอยอยู่ในลำน้ำเพชร นับถึงปัจจุบัน ปู่กิน อยู่ หลับนอน อยู่ในเรือมานานนับสิบปี โดยมี การงานแห่งชีวิตเพียงอย่างเดียว คือ การดักอวนหาปลา

ทุกวันปู่จะจอดเรือนั่งๆ นอนๆ อยู่ใต้สะพานลำใย ซึ่งทอดเชื่อมระหว่างบ้านหม้อ กับตลาดวัดท่อ พอเย็นๆ ก็จะเริ่มพายเรือออกไปหาที่วางอวน ปู่จะกู้อวนคืนละ 2 ครั้ง ดึกๆ ครั้งหนึ่ง รุ่งเช้าอีกครั้ง หนึ่ง ได้ปลา ปู่ก็จะเอาใส่กะละมังหิ้วขึ้นมาขายที่ตลาดวัดท่อในตอนเช้า ก่อนเดินกลับลงไปพักผ่อน ชม เวลาเลือนผ่านชีวิตไปโดยไม่วิตกทุกข์ร้อน หรือไม่ก็ซ่อมอวนอยู่ในเรือนเรือ

ปู่ไม่ชอบให้ใครสงสารปู่ แต่ปู่ชอบสงสารคนอื่น ปู่มักจะขายปลาที่นับวันยิ่งหายากในราคาถูกๆ คนที่มาซื้อเห็นปู่ขายถูก ยิ่งขอซื้อให้ถูกเข้าไปอีก แต่ปู่ก็ไม่ว่าอะไร นานปีทีหนจึงจะมีคนใจดี ซื้อปลาไม่กี่ตัว ให้ เงินเกินมา ไม่เอาเงินที่ปู่ทอนกลับไป แบบนี้ปู่ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าใครให้ปู่ฟรีๆ มีปัญหาทันที

 

ผมเคยถามว่า ทำไมปู่ไม่ไปขอความเมตตาจากใครๆ เขา คนแก่ๆ ยังไงๆ ใครๆ ก็สงสาร ปู่บอกว่า ไม่เอา ไม่ชอบที่สุด ดูแต่หอยซิ ไม่มีมือมีตีน มันยังหากินได้เอง (รู้จักมั้ยหอยน่ะปู่ย้ำ) ประสาอะไร กับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย

ปู่คิดและเชื่อแบบนี้ แต่มีคนมากมายที่ไม่ได้คิดและเชื่อแบบปู่ ปู่อาจดูโง่และน่าหมิ่นแคลนในสายตาของคนเหล่านั้น แต่ปู่ไม่มีวันหมิ่นแคลนตัวเอง ขณะปู่อยู่ในเรือ คนเหล่านั้นอาจกำลังนั่งถือขันอยู่ตามสะพานลอย หรือไม่ก็กำลังข่มขู่ทุบตีเพศแม่ที่เป็นเมียตอนที่ตัวเองกำลังเมา กำลังขูดรีด โก่งราคา จี้ปล้น ฉ้อ โกง ฮั้วสัมปทาน เล่นแร่แปรหุ้นในตลาดเงิน

ไม่ว่าความฉลาด ความโง่ ความดี ความชั่ว ความนับถือ และการให้ค่าในการมีชีวิต แน่นอนว่า คน พวกนั้นต่างกับปู่ ขณะที่ปู่คิดว่าคนเราไม่ว่าเฒ่าชะแร แก่ชราแค่ไหน หากยังมีลมหายใจ ก็ต้องพยายาม อยู่ให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่เอารัดเอาเปรียบ และเบียดเบียนใคร พูดง่ายๆ ว่ารับผิดชอบดู แลตัวเอง หาอยู่หากินเอง ว่างั้นเหอะ

ปู่อาจไม่รู้จักคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในหัวสมองปู่อาจไม่ มีคำว่าชีวิตที่สง่างาม ความหยิ่งทะนง แต่ปู่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิต ซึ่งบางทีคนที่ใช้คำเหล่านี้หากินบ่อยๆ เสียอีกที่ชีวิตไม่มีสิ่งเหล่านี้

ปู่เบียดบังชีวิตตัวเองได้ แต่ไม่เคยเอาเปรียบเบียดบังชีวิตคนอื่น ปีนี้ปู่กะว่าจะอยู่ในเรือเป็นปีสุดท้าย ปู่กะว่าจะรีไทร์ตอนอายุ 106 ปี หน่วยกิตสุดท้ายที่ปู่ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ คือ หาเงินอีก 3 พันบาท เพื่อไปรวมกับที่มีอยู่แล้ว 7 พันบาท จากการเก็บสะสมมาชั่วชีวิต เพื่อให้ได้หมื่น

ปู่คิดว่าถ้ามีเงินถึงหมื่น กินแบบเขียมๆ คงจะพอกินไปจนตาย ไม่รู้ปู่คิดในใจไว้แล้วรึยังว่า จะตายตอน อายุเท่าไหร่เพื่อให้ได้เงิน 3 พัน ปู่ต้องพายเรือจากอำเภอท่ายาง มายังเมืองเพชร เป็นระยะทางเกือบ 30 กิโลเมตร ซึ่งต้องแวะค้างอ้างแรมริมฝั่งหนึ่งคืน ปู่บอกแบบไม่อนาทรว่าไปเรื่อยๆ อยากนอนตรงไหนก็ จอดนอนตรงนั้น ไม่ร้อนใจ จอดนอนตรงไหนก็ลงอวนตรงนั้น ได้ก็ช่าง ไม่ได้ก็ช่าง

ที่ปู่ต้องพายเรือมา เพราะปีที่แล้วหน้าน้ำหลาก ปู่จ้าง 'พวกกัน' ลากเรือขึ้นบก มาไว้บ้านญาติรุ่นหลานที่อำเภอท่ายาง เพราะว่าเรือของปู่ซึ่งเป็นเรือเหล็กสนิมกินจนรั่ว ปู่เอาเรือขึ้นไปปะ กะว่าหมดหน้าน้ำหลาก หลังออกพรรษาจะลงมาหาปลาในลำน้ำเพชร เป็นเที่ยวสุดท้ายยั่ว 'พวกกัน' จะไม่เอาค่าลากเรือ ปู่บอกไม่ได้ ไม่งั้นไม่ต้องเป็นพวกกัน 'พวกกัน' บอกว่าถ้างั้นเอา สองร้อยปู่หายไปพักใหญ่ ก่อนกลับมาบอกไม่ได้ต้องสี่ร้อย สองร้อยถูกไป ไปถามราคาคนอื่นมาแล้ว 'พวกกัน' บอกว่า ถ้างั้นสามร้อยแล้วกัน ปู่บอกว่าแหม..มันเกรงใจพวกกัน' บอกไม่เป็นไร ถ้าใครถามจะบอกห้าร้อย ปู่เลยยอม

ปู่ลงมาปลายเดือนธันวา สองเดือนผ่านไป ขณะที่สุขภาพปู่แย่ลง ปู่เพิ่งพบว่าปีนี้ ปลาในแม่น้ำเพชร ไม่ได้หาง่ายเหมือนปีก่อนๆ อีกแล้ว บางวันปู่ไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว ส่วนใหญ่ได้วันละไม่กี่ตัว พอยาไส้ แต่ไม่พอขายให้ได้เงิน 3 พันเงิน 3 พันสำหรับบางคนต้องเดิมพันด้วยชีวิต เงิน 3 พันล้านสำหรับบางคนแค่กระดิกนิ้วเซ็นไม่กี่แกร็กก็ได้

โลกนี้น่ารักเหลือร้ายจริงๆ ปู่จะได้เงินครบ 3 พันหรือไม่ พรุ่งนี้ผมจะไปอุ้มปู่กลับบ้าน ผมคิดว่าโลกคงไม่ต้องการการพิสูจน์ใดๆ จากปู่อีกแล้ว แต่ผมไม่ลืมหรอกครับ ว่าปู่ต้องการอะไรขนาดดูทีวีแล้วยังกลับมาอ่าน อ่านแล้วน้ำตาไหลเลย เลยไม่ท้อชีวิตเหมือนเมื่อก่อน  .......

  สาธุ _/\_   

edit @ 25 Sep 2008 17:06:31 by บ้านรักษ์สุข

 

 

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง คนกับสุนัข


อากาศจะวิปริต เพราะความเปลี่ยนแปลง ไปตามฤดูกาล ของ แดด ลม ฝน หรือสิ่งแวดล้อม จะสับสน เพราะการ โยกย้ายรื้อถอน อย่างชุลมุน วุ่นวายของมนุษย์เอง สักเพียงใด สุนัขของเขา ก็ยังพยายาม ค้นหาจนพบที่หลับนอน อันเป็นสุขสมใจ มันจนได้ มันย้ายที่ ไปลองนอน ตรงนั้นนิด ตรงนั้นหน่อย ลองนอนดู เพียงสองสามนาที เท่านั้น มันก็รู้ว่า เหมาะ หรือ ไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะ ก็ย้ายใหม่!  มันทำดังนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง ก็พบที่อันเป็นสุขจริง และหลับสนิท มันไม่เป็นโรคเรื้อน ชนิดที่ ต้องเกา อยู่เสมอ จนหาที่นอน อันเป็นสุขไม่พบ ในโลกนี้! 
แต่สำหรับ เจ้าของ มันเองนั้น อะไรๆ ที่ใดๆ อย่างไหนๆ ระดับไหนๆ ก็ไม่เคย ให้ความเป็นสุข และพอใจ ดิ้นรน จนตาย จิตก็ไม่เคย ประสบ กับภาวะ แห่งความ สะอาด สว่าง และ สงบเย็น ที่แม้เพียงแต่ จะทำให้ หลับสนิทจริงๆ ได้ เขาตกอยู่ในลักษณะ ของสุนัข โรคเรื้อน ชนิดที่ต้องการ ข่วนตัวเองอยู่เสมอ! เขาไม่สามารถ ทำให้เกิดการ โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ชนิดที่ค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไป จนกระทั่ง พบสภาพ อันเป็นที่จุใจ ดังเช่น สุนัขของเขาเอง ซึ่งไม่กี่นาที ก็ค้นพบ ที่นอน อันสุขสงบ ทั้งๆ ที่มัน เป็นเพียง สุนัข แต่เขา ก็ยังเป็นถึง อาจารย์ ที่ทำการ ฝึกสอน อะไรหลายๆ อย่างให้สุนัขของเขา ทุกวัน ด้วยความขยัน และบางครั้ง ยังแถมตีมัน ด้วยเพราะ เขาถือว่า เขาเป็นนายของมัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: มันเป็นการ เหลือวิสัยของพระเป็นเจ้า หรือ สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะทำให้สุนัขนั้น เต็มไปด้วย ความดิ้นรน ทะเยอทะยาน และวิตก กังวล นานาประการ จนค้นหา ที่นอนหลับสนิท ไม่ได้ อย่างเจ้าของ ของมันเอง ความอยาก ได้นั่นได้นี่ มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ อย่าง ไม่มี ขอบเขต ของเขา จนกระทั่ง ได้เป็นเจ้าของ และเป็น ครูบาอาจารย์ ของสุนัข แล้ว ก็ยังหาโอกาส สงบอารมณ์ ให้มาก และให้เหมือน แม้สุนัข ตัวนั้น ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครเล่า จะเป็นที่น่า สมเพชกว่าใคร ในระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทั้งสอง นี้

คัดลอกจาก

http://www.buddhadasa.com/zen/tale04.html

edit @ 25 Sep 2008 17:20:56 by บ้านรักษ์สุข

คนเราก็...เท่านี้แหละ

posted on 25 Sep 2008 15:23 by banraksuk  in ThaiDhamma

 

คนเราก็เท่านี้แหล่ะ........ตนเตือนตนดีที่สุดแล้วผู้คิดได้ ย่อมเป็นสุข.............. 

 

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ


เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ


เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต


เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (
Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ


เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย


เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต


เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี


เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง


เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง


เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ


เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง


เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง


เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า

นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม


เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์


เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด


เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือบททดสอบว่าที่ว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด


เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส


เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต


เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า

นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

 
 

edit @ 25 Sep 2008 15:36:11 by บ้านรักษ์สุข

เนื่องด้วย บริษัท บ้านรักษ์สุข จำกัด ได้มีการขยายตัวเรื่องการจัดจำหน่าย สื่อการเรียนการสอนอัจฉริยะระดับ ชั้นประถม ๑-๖ ทั่วทุกเขตในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงมีความประสงค์ที่จะรับพนักงานเพิ่มเพื่อรองรับการเติบโตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๕๑ และการขยายงานในปีหน้า

 

คุณสมบัติผู้สมัคร

1.  อายุ 25 ปี ขึ้นไป วุฒิการศึกษา ตั้งแต่ ปวส. ด้านการตลาด การขาย บัญชี  คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

2. มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตอย่างดี

3. มีความรับผิดชอบ กระตือรือร้น รักความก้าวหน้า ทำงานเป็นทีมได้

4. พร้อมรับการอบรม เพื่อปรับฐานะให้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ ภายใน 6 เดือน

5. มีเงินหรือบุคคล ค้ำประกัน ในวงเงิน 10,000 บาท (จ่ายคืนเมื่อเลิกจ้าง)

(ผู้ที่มียานพาหนะส่วนตัวจะพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง)

เงินเดือน สวัสดิการ โบนัส ตามแต่ตกลงกันได้

 

ส่งจดหมายสมัครงาน ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน Resume รูปถ่าย 1 รูป

มาที่ banraksuk@gmail.com ฝ่ายบริหารบุคคล

 

edit @ 25 Sep 2008 00:01:16 by บ้านรักษ์สุข